065-145-5546 info@dapresolution.com จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 น.

ครอบครัวและมรดกบทความ

DAP Solicitors & Resolution

ชาวต่างชาติเสียชีวิตและมีทรัพย์สินในประเทศไทย ต้องตั้งผู้จัดการมรดกอย่างไร?

อ่านประมาณ 11 นาทีสารบัญ

บทคัดย่อ

ชาวต่างชาติมีทรัพย์สินในไทยหลังเสียชีวิต: ศาลใดมีอำนาจ ใครเป็นผู้จัดการมรดกได้ และพินัยกรรมหรือ Probate ต่างประเทศใช้ได้อย่างไร

ผู้ตายไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทยจึงจะสามารถตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้ หากชาวต่างชาติเสียชีวิตและมีบัญชีธนาคาร คอนโด หุ้น หรือทรัพย์สินอื่นอยู่ในประเทศไทย ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องต่อศาลไทยเพื่อขอตั้งผู้จัดการมรดกสำหรับจัดการทรัพย์สินในประเทศไทยได้

เมื่อชาวต่างชาติเสียชีวิต ครอบครัวมักเริ่มดำเนินการเรื่องมรดกในประเทศที่ผู้ตายอาศัยอยู่ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อพบว่าผู้ตายยังมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย แม้ทายาทจะมีใบมรณบัตร พินัยกรรม หรือเอกสาร Probate จากต่างประเทศแล้ว ธนาคาร สำนักงานที่ดิน บริษัท หรือหน่วยงานในประเทศไทยอาจยังไม่สามารถให้ทายาทถอนเงิน โอนกรรมสิทธิ์ หรือจัดการทรัพย์สินของผู้ตายได้ทันที

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากผู้ตายเป็นชาวต่างชาติ จะสามารถตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้หรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไร?

1. ผู้ตายเป็นชาวต่างชาติ ตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้หรือไม่?

ได้ หากคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย

การที่เจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติ หรือเสียชีวิตอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ทำให้ศาลไทยไม่มีอำนาจเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่อยู่ในประเทศไทยโดยอัตโนมัติ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา กำหนดหลักเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในคดีมรดกไว้ โดยหากเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในประเทศไทยในขณะถึงแก่ความตาย คำร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่

แต่หากเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย คำร้องสามารถเสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่ในเขตศาลได้ ดังนั้น หากชาวต่างชาติเสียชีวิตและยังมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ก็อาจยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลไทยเพื่อจัดการทรัพย์สินดังกล่าวได้

2. ทรัพย์สินอะไรบ้างที่อาจทำให้ต้องดำเนินการในประเทศไทย?

  • บัญชีเงินฝากในธนาคารไทย
  • ห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม
  • รถยนต์
  • หุ้นหรือหลักทรัพย์
  • หุ้นในบริษัทไทย
  • เงินหรือสิทธิเรียกร้องที่บุคคลอื่นต้องชำระแก่ผู้ตาย
  • สิทธิตามสัญญา
  • ทรัพย์สินอื่นที่ตั้งอยู่หรือจำเป็นต้องดำเนินการโอนในประเทศไทย

เมื่อเจ้าของทรัพย์เสียชีวิต ทรัพย์ดังกล่าวย่อมเข้าสู่กองมรดก แต่การเป็นทายาทไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำใบมรณบัตรไปถอนเงินหรือเปลี่ยนชื่อเจ้าของทรัพย์สินได้ทันทีในทุกกรณี ในทางปฏิบัติ ธนาคาร สำนักงานที่ดิน บริษัท และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักต้องตรวจสอบว่าบุคคลใดมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการกองมรดก นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกมีความสำคัญต่อการจัดการทรัพย์สินในประเทศไทย

3. ใครสามารถขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด ทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ สามารถร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้

ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตและมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งมรดก หรือผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะทำหน้าที่ ดังนั้น ผู้ร้องไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทย เพียงแต่ต้องมีสถานะเป็นบุคคลที่มีสิทธิยื่นคำร้องตามกฎหมายและสามารถแสดงหลักฐานต่อศาลได้

กรณีที่ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมอยู่ต่างประเทศก็เป็นเหตุหนึ่งที่กฎหมายระบุไว้ในมาตรา 1713 (1) โดยต้องแสดงข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบคำร้อง

4. ชาวต่างชาติสามารถเป็นผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้หรือไม่?

โดยหลักสามารถเป็นได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 กำหนดบุคคลที่ไม่สามารถเป็นผู้จัดการมรดก ได้แก่ ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย

กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าบุคคลต่างด้าวหรือชาวต่างชาติเป็นลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดก ดังนั้น การไม่มีสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดก อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งยังเป็นดุลพินิจของศาล โดยศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริง ความเกี่ยวข้องกับกองมรดก และความเหมาะสมของบุคคลที่จะทำหน้าที่จัดการทรัพย์สินของผู้ตายประกอบกัน

5. มีพินัยกรรมจากต่างประเทศแล้ว ยังต้องตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยหรือไม่?

พินัยกรรมกับอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกเป็นคนละเรื่องกัน

พินัยกรรมต่างประเทศอาจเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาสิทธิในกองมรดก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้รับมรดกจะสามารถนำพินัยกรรมไปถอนเงินจากธนาคารไทยหรือโอนคอนโดของผู้ตายได้ทันที

การนำพินัยกรรมต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยอาจต้องตรวจสอบเพิ่มเติมทั้งเรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรม กฎหมายที่ใช้บังคับ การรับรองเอกสาร การแปลเอกสารเป็นภาษาไทย บุคคลที่มีสิทธิในกองมรดก และความจำเป็นในการขอคำสั่งจากศาลไทย ดังนั้น การมีพินัยกรรมไม่ได้ทำให้ความจำเป็นในการตั้งผู้จัดการมรดกหมดไปโดยอัตโนมัติ

6. มี Probate หรือคำสั่งศาลจากต่างประเทศแล้ว ใช้ในประเทศไทยได้เลยหรือไม่?

อีกกรณีที่พบบ่อยคือ ครอบครัวได้ดำเนินกระบวนการ Probate หรือ Estate Administration ในต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว และมีคำสั่งศาลแต่งตั้ง Executor หรือ Administrator อยู่แล้ว

เอกสารเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินการในประเทศไทย แต่ไม่ควรถือว่าคำสั่งศาลต่างประเทศสามารถนำมาบังคับหรือใช้แทนคำสั่งศาลไทยได้โดยอัตโนมัติ เมื่อต้องจัดการทรัพย์สินในประเทศไทย จำเป็นต้องตรวจสอบว่าคำสั่งหรือเอกสารจากต่างประเทศมีผลอย่างไรภายใต้กฎหมายไทย และหน่วยงานที่ถือหรือจดทะเบียนทรัพย์นั้นต้องการเอกสารใด ในหลายกรณีจึงยังจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการต่อศาลไทยเพื่อให้มีผู้จัดการมรดกซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินในประเทศไทยอย่างชัดเจน

7. เอกสารจากต่างประเทศที่มักต้องใช้

  • ใบมรณบัตร
  • หนังสือเดินทางของผู้ตาย
  • พินัยกรรม หากมี
  • Probate / Grant of Probate / Letters of Administration หรือคำสั่งศาลต่างประเทศ หากมี
  • สูติบัตร ทะเบียนสมรส หรือเอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์กับผู้ตาย
  • หนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวของทายาท
  • เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินในประเทศไทย
  • เอกสารแสดงรายชื่อทายาท
  • หนังสือมอบอำนาจ หากมีการมอบอำนาจให้ดำเนินการในประเทศไทย

เอกสารต่างประเทศที่จะนำมาใช้ต่อศาลไทยอาจต้องผ่านขั้นตอนรับรองเอกสาร (legalisation/authentication) และจัดทำคำแปลภาษาไทยตามลักษณะของเอกสารและประเทศที่ออกเอกสาร จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดก่อนดำเนินการ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องจัดส่งหรือรับรองเอกสารจากต่างประเทศใหม่ในภายหลัง

8. ผู้ร้องหรือทายาทอยู่ต่างประเทศ ต้องเดินทางมาประเทศไทยหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าทุกกรณีต้องเดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่เริ่มต้น ทนายความในประเทศไทยสามารถตรวจสอบเอกสาร ทรัพย์สิน เขตอำนาจศาล และจัดเตรียมคำร้องก่อน รวมถึงพิจารณาว่าขั้นตอนใดสามารถดำเนินการโดยผู้รับมอบอำนาจได้ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ร้องจะต้องมาเบิกความหรือดำเนินการด้วยตนเองหรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของคดี วิธีพิจารณาของศาล และคำสั่งของศาลในแต่ละกรณี

9. ขั้นตอนการตั้งผู้จัดการมรดกสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทย

  1. ตรวจสอบเจ้ามรดกและทายาท — ตรวจสอบสัญชาติ ภูมิลำเนา พินัยกรรม คู่สมรส บุตร และบุคคลที่อาจเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย
  2. ตรวจสอบทรัพย์สินในประเทศไทย — ระบุว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอะไร อยู่ที่ใด และมีหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นหรือไม่
  3. ตรวจสอบเขตอำนาจศาล — หากผู้ตายไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ที่ตั้งของทรัพย์มรดกจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาศาลที่มีอำนาจรับคำร้อง
  4. เตรียมและยื่นคำร้องต่อศาล — จัดเตรียมคำร้อง รายชื่อทายาท บัญชีทรัพย์ และเอกสารจากประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง แล้วดำเนินกระบวนการไต่สวนตามที่ศาลกำหนด
  5. นำคำสั่งศาลไปจัดการทรัพย์มรดก — เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว ผู้จัดการมรดกสามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อรวบรวมทรัพย์ ชำระหนี้ โอนทรัพย์ และแบ่งมรดกให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายหรือพินัยกรรม

10. ตัวอย่าง: ชาวต่างชาติเสียชีวิต มีคอนโดและบัญชีธนาคารในกรุงเทพฯ

สมมติว่าชาวอังกฤษอาศัยและเสียชีวิตในประเทศอังกฤษ แต่ยังเป็นเจ้าของคอนโดในกรุงเทพมหานครและมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารไทย แม้ผู้ตายไม่ใช่คนไทย ไม่ได้เสียชีวิตในประเทศไทย ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย และทายาททั้งหมดอาศัยอยู่ต่างประเทศ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับมรดกในประเทศไทยได้

สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ทรัพย์มรดกในประเทศไทยตั้งอยู่ที่ใด ใครเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย และต้องใช้เอกสารใดในการยื่นคำร้องต่อศาลไทย จุดเริ่มต้นของคดีจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ผู้ตายเป็นคนชาติอะไร?” แต่เป็นคำถามว่า “ผู้ตายมีทรัพย์สินอะไรอยู่ในประเทศไทย และต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้มีบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายจัดการทรัพย์นั้น?”

11. กฎหมายและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา: ศาลที่รับคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600, 1713, 1718 และ 1719: กองมรดก ผู้มีสิทธิร้อง คุณสมบัติ และอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก
  • พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 37–40: กฎหมายที่ใช้กับมรดกและพินัยกรรม

ข้อมูลเพิ่มเติม: สำนักงานอัยการสูงสุด: ขอตั้งผู้จัดการมรดกของชาวต่างชาติ และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: กฎหมายขัดกัน

คำถามที่พบบ่อย

ชาวต่างชาติเสียชีวิตในต่างประเทศ แต่มีทรัพย์สินในไทย สามารถตั้งผู้จัดการมรดกในไทยได้หรือไม่?

ได้ หากผู้ตายมีทรัพย์มรดกอยู่ในประเทศไทยและคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย แม้ผู้ตายจะไม่มีภูมิลำเนาและไม่ได้เสียชีวิตในประเทศไทยก็ตาม

ผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องเป็นคนไทยหรือไม่?

ไม่จำเป็น สัญชาติไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายไทย อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นรายกรณี

มีพินัยกรรมต่างประเทศแล้ว ยังต้องตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยหรือไม่?

อาจยังจำเป็น พินัยกรรมเป็นหลักฐานเกี่ยวกับเจตนาของผู้ตายและสิทธิของผู้รับมรดก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปถอนเงินจากธนาคารหรือโอนทรัพย์สินในประเทศไทยได้ทันที

มี Grant of Probate หรือคำสั่งศาลต่างประเทศแล้ว ใช้กับทรัพย์ในประเทศไทยได้เลยหรือไม่?

ไม่ควรถือว่าใช้แทนคำสั่งศาลไทยได้โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาผลของเอกสารดังกล่าวตามกฎหมายไทยและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์แต่ละประเภท

หากมีเพียงบัญชีธนาคารในประเทศไทย จำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง มูลค่าทรัพย์ นโยบายของธนาคาร และเอกสารที่มีอยู่ แต่ในหลายกรณีธนาคารจะต้องการหลักฐานอำนาจของบุคคลที่มีสิทธิจัดการกองมรดกก่อนดำเนินการจ่ายเงิน

หากมีคอนโดในประเทศไทย ต้องทำอย่างไรหลังเจ้าของเสียชีวิต?

โดยทั่วไปต้องตรวจสอบก่อนว่าใครเป็นทายาทหรือผู้รับมรดก มีพินัยกรรมหรือไม่ และใครมีอำนาจจัดการกองมรดก ก่อนดำเนินการเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ต่อสำนักงานที่ดิน หากทายาทเป็นชาวต่างชาติ ต้องตรวจสอบข้อจำกัดการถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพิ่มเติม

ทายาทอยู่ต่างประเทศทั้งหมด สามารถเริ่มดำเนินการได้หรือไม่?

ได้ในหลายกรณี โดยสามารถเริ่มจากการตรวจสอบเอกสาร ทรัพย์สิน และเขตอำนาจศาลจากต่างประเทศก่อน ส่วนการเดินทางมาประเทศไทยหรือการเข้าเบิกความต้องพิจารณาตามกระบวนการของแต่ละคดี

เอกสารต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทยหรือไม่?

เอกสารที่นำมาใช้ต่อศาลไทยโดยทั่วไปต้องมีคำแปลภาษาไทย และเอกสารบางประเภทอาจต้องผ่านการรับรองก่อนนำมาใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทเอกสารและประเทศที่ออกเอกสาร

สรุป

การที่เจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติไม่ได้เป็นอุปสรรคโดยตัวมันเองต่อการตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทย หากผู้ตายมีบัญชีธนาคาร คอนโด หุ้น รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่นในประเทศไทย ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจดำเนินกระบวนการต่อศาลไทยเพื่อให้มีผู้จัดการมรดกสำหรับจัดการทรัพย์สินเหล่านั้นได้

และบุคคลที่จะเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทย เนื่องจากสัญชาติไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1718 สำหรับมรดกที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจสอบที่ตั้งของทรัพย์ สถานะของทายาท พินัยกรรม เอกสารจากต่างประเทศ และเขตอำนาจศาลก่อนเริ่มดำเนินการ

สิ่งที่ควรทำต่อไป

  1. หากสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดเป็นชาวต่างชาติและเสียชีวิตโดยยังมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย สิ่งที่ควรทำในเบื้องต้นคือ อย่าเพิ่งเริ่มจากการติดต่อทุกหน่วยงานแยกกันโดยไม่มีภาพรวมของกองมรดก
  2. ตรวจสอบสัญชาติ ภูมิลำเนา พินัยกรรม ทายาท เอกสาร Probate และทรัพย์สินแต่ละรายการในประเทศไทย
  3. จากนั้นจึงตรวจสอบต่อว่า ศาลไทยแห่งใดมีอำนาจรับคำร้อง ใครควรเป็นผู้ร้อง ใครควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และเอกสารจากต่างประเทศใดต้องแปลหรือรับรองก่อนนำมาใช้ การตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเตรียมเอกสารผิดรูปแบบ ยื่นคำร้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ หรือดำเนินการรับรองเอกสารจากต่างประเทศเกินความจำเป็น
ธีรุตม์ แตงหนู

จากผู้เขียน

หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้

ธีรุตม์ แตงหนูCo Founder and Partnerใบอนุญาตทนายความเลขที่ 337/2561

ถ้าคุณกำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ หรือไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีในมือเพียงพอหรือไม่ สอบถามเข้ามาได้ครับ เราจะช่วยดูว่าเอกสารและข้อความที่คุณเก็บไว้บอกอะไรได้บ้างในทางกฎหมาย และมีทางเลือกอะไรอยู่ข้างหน้า

หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา

ทำเครื่องหมายสิ่งที่คุณมีแล้ว รายการนี้จำไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณเท่านั้น ไม่ได้ส่งถึงเรา

เตรียมแล้ว 0 จาก 7 รายการ

ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โทร 065-145-5546 หรือติดต่อผ่านช่องทางใดก็ได้ที่สะดวก

ธีรุตม์ แตงหนูCo Founder and Partner, DAP Solicitors & Resolution · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 337/2561

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนผลทางกฎหมายทั้งหมด และตัวบทอาจมีการแก้ไข โปรดปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ

มีปัญหากฎหมายที่ต้องการคำตอบ?

ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีข้อผูกมัด ทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับ

ส่งเรื่องปรึกษาออนไลน์